เหรียญทองโอลิมปิก จาก สมรักษ์ คำสิงห์ เป็นเหรียญทองโอลิมปิก เหรียญแรกของประเทศไทย ในกีฬามวยสากล

สมรักษ์ เหรียญทองโอลิปปิก เหรียญแรกของไทย

นักมวยประวัติศาสตร์

เหรียญทองโอลิมปิก ของสมรักษ์ เริ่มจากได้รับเหรียญทอง จากกีฬาซีเกมส์ที่เชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2538 และผ่านการคัดเลือกไปโอลิมปิกรอบสุดท้ายได้สำเร็จ สมรักษ์โด่งดัง มีชื่อเสียงมากที่สุดในปี พ.ศ. 2539 เมื่อสมรักษ์สามารถคว้าเหรียญทองโอลิมปิก มาได้เป็นผลสำเร็จ โดยการชกชนะ เซราฟิม โทโดรอฟ จากประเทศบัลแกเรีย ด้วยคะแนน 8-5 เส้นทางสู่ทองประวัติศาสตร์เริ่มจาก รอบแรกเอาชนะแดเนี่ยล เซต้า นักชกเปอร์โตริโก 13-2, รอบสอง ชนะฟิลิป เอ็นดู จากแอฟริกาใต้ 12-7, รอบก่อนรองชนะ รามาส พาเลียนี่ จากรัสเซีย 13-4 นั่นคือ ได้เหรียญทองแดงคล้องคอไว้แล้ว และสมรักษ์ชนะ พาโบล ชาคอน จากอาร์เจนตินาไปได้ 20-8 และท้ายที่สุดเอาชนะ เซราฟิม โทโดรอฟ จากบัลแกเรียไปได้ ซึ่งก่อนการชกในรอบชิงชนะเลิศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ (ร.10 ในปัจจุบัน) ได้พระราชทานกระเช้าผลไม้ให้สมรักษ์และทีมงาน และทรงอวยพรให้ได้รับชัยชนะ ในการแข่งขันโอลิมปิคในครั้งนี้ สมรักษ์ ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า “Kamsing Somluck” โดยความหมายคือโชคดี ซึ่งการคว้า เหรียญทองโอลิมปิก ในครั้งนี้ การสื่อสารแห่งประเทศไทยหรือ (กสท.) ได้ออกแสตมป์ที่มีรูปสมรักษ์ตอนได้เหรัยญทอง ราคาดวงละ 6 บาท เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์นี้ และทางกองทัพเรือ (ทร.) ต้นสังกัด ได้เลื่อนยศให้สมรักษ์เป็นเรือตรี (ร.ต.) ซึ่งเดิมสมรักษ์มียศเป็นจ่าเอก (จ.อ.) และจังหวัดขอนแก่นที่เป็นบ้านเกิด ของสมรักษ์ก็ได้มีการฉลอง แห่รอบเมืองขอนแก่น และเพื่อเป็นเกียรติแต่จังหวัดขอนแก่น และตัวสมรักษ์เอง ทางจังหวัดขอนแก่น ได้มีการเปลี่ยนคำขวัญประจำจังหวัด โดยมีเรื่องราวของ เหรียญทองมวยโอลิมปิก เข้ามาด้วย

วีรบุรุษโอลิมปิก เหรียญทองเหรียญแรกของประเทศไทย

ประวัติวีรบุรุษเหรียญทองโอลิมปิก
                สมรักษ์ คำสิงห์  เกิดเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2516  ที่บ้านโนนสมบูรณ์ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เป็นบุต รของคุณพ่อแดง คำสิงห์ หรืออดีตนักมวยไทยนาม ศรเพชร เพชรเจริญ กับคุณแม่ประยูร คำสิงห์ ในครอบครัวของเขาจะมีความสนิทสนมกันมากระหว่างพ่อ-แม่-ลูก  สมรักษ์ มีพี่ชายคนหนึ่งชื่อ สามารถ คำสิงห์

หลังจากได้ เหรียญทองโอลิมปิก แล้ว สมรักษ์ กลายเป็นบุคคลชื่อดังไปในทันที ด้วยความเป็นคนที่มีบุคลิกเฮฮา สมรักษ์ก็มีงานในวงการบันเทิงเข้ามา เริ่มต้นจาก แสดงละครเรื่อง “นายขนมต้ม” ทางช่อง 7 ที่รับบทเป็นนายขนมต้ม พระเอกของเรื่อง คู่กับ น้ำฝน กุลณัฐ ปรียะวัฒน์ นางเอก และเพื่อน นักมวยรุ่นพี่อย่าง เขาทราย สามารถ  และนับแต่นั้นมา สมรักษ์ก็มีสถานะเหมือนเป็นดาราคนหนึ่ง มีงานในวงการบันเทิงเข้ามาเรื่อยๆ ทำให้ดูเหมือนว่า สมรักษ์จะเอาใจใส่ ในการชกมวยน้อยลง จนทำให้ มีข่าวไม่ดีออกมา แต่เจ้าตัวก็ยังยืนยันว่าฝีมือการชกมวย ของตัวเองยังเหมือนเดิม ถึงขนาดกล้าทำนายผลการชกล่วงหน้า ซึ่งก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง จนได้ฉายาว่า “โม้อมตะ” แต่หลังจากได้รับเหรียญทองกีฬาเอเชียนเกมส์ใน ปี พ.ศ. 2541 แล้ว การชกครั้งหลังจากนี้ สมรักษ์ไม่ประสบความสำเร็จ เท่าที่ควร และในการแข่งขันโอลิมปิก ที่เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตเรีย ปี พ.ศ. 2543 สมรักษ์เข้าแข่งขันในรุ่นเฟเธอร์เวท รอบแรก ชนะอาร์เอสซี อันเดรส โลเดสมา จากโคลัมเบีย ยก 4 เมื่อ 18 กันยายน รอบสอง ชนะ ตุลกุนบาย ตูร์กูนอฟ จากอุซเบกิสถาน เมื่อ 23 กันยายน รอบ 8 คนสุดท้าย แพ้ ร็อกกี้ ฮัวเรซ จากสหรัฐเมื่อ 27 กันยายน และในโอลิมปิก ที่กรุงเอเธนส์ ปี พ.ศ. 2547สมรักษ์เข้าแข่งขันรุ่นเฟเธอร์เวท รอบแรก แพ้คะแนน เบโนต กูเดต จากแคนาดา ตกรอบเมื่อ 16 สิงหาคม ทำให้เลิกชกมวยสากลสมัครเล่นอย่างเด็ดขาด แต่ก็ยังไม่ทิ้งการชกมวย โดย สมรักษ์ ได้ทำค่ายมวย เป็นผู้ฝึกสอนมวย มีการส่งนักมวยในค่าย ขึ้นชกในเวทีต่างๆ มาจนถึงปัจจุบันนี้